ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Product สินค้า
dot
bulletSteam Boiler
bulletHot Water Boiler
bulletHot Oil boiler (Dowtherm)
bulletElectric Steam Boiler
bulletFood Machinery
bulletWater Treatment
bulletBurner
dot
Newsletter

dot
dot
News & Events
dot
bulletงานแสดงสินค้า
bulletอบรม สัมนา
bulletราคาพลังงาน
dot
หน่วยงานเกี่ยวกับบอยเลอร์
dot
bulletวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย
bulletกรมโรงงานอุตสาหกรรม
bulletกระทรวงพลังงาน
dot
แจกฟรี Download
dot
bulletหนังสือคู่มือ บอยเลอร์
bulletซอฟต์แวร์ต่างๆ




พลังงานลม ความต้องการในอนาคต
พลังงานลม ความต้องการในอนาคต
โดย ศุภโชค สรรพศรี
วิศวกร สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่





         อินเดีย เป็นผู้นำในการพัฒนาการใช้ พลังงานลมของเอเชียแปซิฟิค แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการพัฒนาดังกล่าวจะนำหน้าหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน การพัฒนาก็มาถึงจุดสะดุด ดังเช่นในช่วงปีที่ผ่านมา ความคืบหน้าที่ช้าลงทำให้รัฐบาลกลางและคณะรัฐมนตรีว่าการรัฐ ต้องแสวงหาหนทางใหม่ เพื่อกลับสู่การพัฒนาการใช้พลังงานลมอีกครั้งหนึ่ง I.M.Sahai รายงานจากประเทศที่เริ่มต้นพัฒนาอย่างรวดเร็ว และเหตุผลที่ทำให้การพัฒนาหยุดชะงักชั่วคราว

         จากกำลังการผลิตเพียง 41 MW ในปี ค.ศ. 1992 ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็น 1,276 MW เมื่อสิ้นปี ค.ศ 2000 นั่นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้อินเดียถูกจัดอันดับ 1 ในด้านการพัฒนาพลังงานจากลม ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค และเป็นอันดับ 5 ของโลกรองจากเยอรมัน, สหรัฐอเมริกา, เดนมาร์ก และสเปน

         ศักยภาพในการผลิตพลังงานจากลม ของอินเดียเป็นที่รู้จักกันดี และเริ่มวางแผนที่จะใช้พลังงานดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 โดยหน่วยงานที่รัฐบาลอินเดียจัดตั้งขึ้น มีชื่อว่า “Ministry of Non-Conventional Energy Sources (MNES)” ให้วางแผนผ่านคณะรัฐมนตรีว่าการรัฐ และผู้ลงทุนอิสระ โดยแหล่งเงินทุนส่วนใหญ่ได้จาก Indian Renewable Energy Development Agency (IREDA) และผู้ลงทุนอิสระ โดยในการดำเนินการขั้นแรกนั้น ประกอบด้วยการประเมิน-ศักยภาพการนำพลังงานลมมาใช้งาน , การนำเข้า และรูปแบบการติดตั้งกังหันลม

การดำเนินการตามแผน
         ตามแผนงานประเมินพลังงานลม โดยการใช้มอนิเตอร์กว่า 900 เครื่องและสถานีตรวจจับตำแหน่งพลังงานลม ซึ่งเป็นการร่วมทุนของรัฐบาลอินเดีย และคณะรัฐมนตรีว่าการรัฐ เผยให้เห็นศักยภาพของพลังงานลมกว่า 45,195 MW กระจายใน 10 รัฐ ในจำนวนนี้เชื่อว่าสามารถนำมาใช้ได้จริง 9,985 MW หากพิจารณาตามเส้นแบ่งเขตรัฐ รัฐที่มีศักยภาพสูงสุดคือ Maharashtra (2,500 MW), Gujarat (1,450 MW), Andhra Pradesh (1,290 MW) และ Tamil Nadu (1,220 MW) อย่างไรก็ตามในด้านความพร้อมในการนำพลังงานลมมาใช้ Tamil Nadu สามารถนำมาใช้ได้ก่อน 787 MW

         แผนงานติดตั้งเครื่องกำเนิดพลังงานลม เริ่มในปี ค.ศ 1985 โดยเริ่มติดตั้งใน 26 แห่ง กระจายใน 9 รัฐ โครงการนี้ ดำเนินการผ่านตัวแทนของรัฐ โดยเป็นการเปิดตัวโครงการลงทุนพลังงานลม และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานลมแบบใหม่ ในระดับจุลภาคตามแผนงานหลัก แหล่งที่มีศักยภาพ 75 แห่ง ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและทำสัญญากับผู้ พัฒนาโครงการแล้ว โดยผู้พัฒนาโครงการจะได้ดำเนินการติดตั้งแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานลม 1,210 MW ภายในสิ้นปี ค.ศ. 2000 พื้นที่ 2 แห่งที่ใหญ่ที่สุด ที่มีการติดตั้งคือพื้นที่ใกล้กับ Kanyakumari ในอินเดียใต้ (415 MW) และ Satara Distt (149 MW) ใน Maharashtra โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากลมที่ใหญ่ที่สุด 5 แห่ง เจ้าของเป็นผู้ลงทุนอิสระซึ่งก็คือ

         - Vankuswade (Satara) 42 MW Bajaj Group เป็นผู้ดำเนินการ

         - ใน Vankuswade เช่นเดียวกัน 29 MW Tata Group เป็นผู้ดำเนินการ

         - โรงงาน Coimbatore 20 MW Ramco Industries เป็นผู้ดำเนินการ

         - Muppandal (Tamil Nadu) 15 MW Mohan Breweries เป็นผู้ดำเนินการ

         - Jogimtti (Maharashtra) 7.95 MW BSES Ltd. เป็นผู้ดำเนินการ

ด้านการเงิน
         ในหลายๆ รูปแบบของการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ปัจจัยทางด้านการเงินก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งอยู่เบื้องหลังการพัฒนาต่างๆ เงินทุนส่วนใหญ่ของโครงการพลังงานจากลมในอินเดีย ได้จากสถาบันทางการเงินที่จัดตั้งขึ้นโดยสาธารณชนในประเทศที่ใหญ่ที่สุดประกอบด้วย 3 สถาบัน คือ Industrial Development Bank of India (IDBI) , Industrial Credit and Investment Corporation of India (ICICI) ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ใน Mumbia และ Industrial Finance Corporation of India (IFCI) ซึ่งตั้งอยู่ใน New Delhi อย่างไรก็ตาม เมื่อมองการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจอื่นๆ สัดส่วนของเงินที่สถาบันทั้ง 3 แห่ง ให้ยืมเพื่อการลงทุนในด้านพลังงานจากลมน้อยกว่า 1 % ของเงินที่ทางสถาบันให้กู้ยืมทั้งหมด สถาบันที่ 4 ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นคือ Infrastructure Development Finance Company (IDFC) ตั้งขึ้นหลังสถาบันอื่น 3 ปี ทั้งหมดนี้คือ แหล่งเงินทุนในโครงการพลังงานจากลม

         อย่างไรก็ตาม โครงการพลังงานจากลมดำเนินการได้เพราะสถาบัน IREDA ซึ่งกรรมการผู้จัดการใหญ่คือ Dr. V Bakthavatsalam เป็นผู้ให้เงินลงทุนกว่า 25 % สำหรับโครงการทั้งหมด

         อัตราดอกเบี้ยที่ IREDA กำหนด จะอยู่ในช่วง 12 14.5 % ต่อปี ระยะเวลาที่ชำระหนี้ 10 ปี IREDA คาดว่าผู้ลงทุนจะกู้ยืมอย่างน้อย 25% เพื่อเป็นการแสดงความสนใจที่จะดำเนินการในโครงการนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมจะขึ้นอยู่กับภาพรวมของผู้กู้ยืมซึ่งดูแลโดย IREDA ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอาจจะลดเหลือ 8-9 % แล้วแต่กรณี โดยจะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือในการชำระเงินของผู้กู้ยืม, ระยะเวลาในการชำระเงิน, หรือความเชื่อถือทางด้านการเงินระหว่าง ประเทศ ส่วนในเรื่องอื่นๆ ที่มีผลกับอัตราดอกเบี้ย คือขนาดของโครงการ, ความเสี่ยง, ปริมาณพลังงานที่ได้รับ และสถาน-ที่ตั้งของโครงการอยู่ในจุดที่ควบคุมได้หรือบริเวณที่ไม่สามารถเข้าถึงได้

         IREDA ในบทบาทที่เป็นผู้ให้เงินลงทุนสำหรับโครงการพลังงานจากลม ทางสถาบันจะใช้เงินทุนสำรองที่ตัวเองมีอยู่มากพอๆ กับการกู้ยืมจากตลาดภายในประเทศ ผ่านความอิสระจากการผูกมัดทางภาษี และเครดิตจากธนาคาร IREDA ได้วางแนวทางป้องกันความเสี่ยงทางด้านการเงินไว้หลายๆ ช่องทางและแหล่งเงินทุนต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง World Bank/GEF ซึ่งสามารถให้เครดิต 78 ล้านเหรียญ, Asian Development Bank ให้เครดิต 6 ล้าน- เหรียญ, KFW ของเยอรมัน ให้เครดิตประมาณ 52 ล้าน เหรียญ และ DANIDA ของเดนมาร์ก ให้เครดิต 15 ล้านเหรียญ

         IREDA นับตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งในปี ค.ศ. 2001 ได้ให้เงินลงทุนกว่า 310 โครงการ คิดเป็นศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้ารวม 430 MW โดยในการดำเนินการนี้ได้รับการชำระเงินคืนจากการกู้ยืม กว่า 340 ล้านเหรียญ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของเงินที่ให้ยืมไปทั้งหมดตลอดโครงการ

การส่งเสริมในด้านอื่นๆ
         ส่วนหนึ่งที่ช่วยจูงใจให้กู้ยืมเงินจาก IREDAมาลงทุน คือ ข้อตกลงในการดำเนินการเกี่ยวกับพลังงานจากลม ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันของ IREDA และผู้ลงทุนกับคณะรัฐมนตรีว่าการรัฐข้อตกลงดังกล่าวคือ

         - ข้อตกลงในการนำเข้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานลม (WEGs) และส่วนประกอบต่างๆ

         -การยกเว้นภาษีเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์

         - การยกเว้นหรือลดภาษีการค้า

         - การร่นเวลาเสื่อมราคาของอุปกรณ์ต่างๆ ในปีแรกที่ทำการติดตั้ง

         - การยกเว้นภาษี ใน 5 ปีแรก ข้อตกลงอื่นๆ ที่เกี่ยว-ข้องโครงการทางด้านพลังงานของรัฐบาลร่วม เช่น การตัดสินใจในการจำกัดหรือให้กู้ยืมเงิน 100% ของโครงการที่เสนอ ซึ่งก่อนหน้านี้ สามารถกู้ยืมได้ 40% ของเงินลงทุนโครงการการส่งเสริมของรัฐ

         การส่งเสริมที่ทางคณะรัฐมนตรีว่าการรัฐ เพิ่มเติมเข้ามา จะสอดคล้องตามแนวทางที่พิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1995 โดย MNES ซึ่งได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติมในปีต่อมา บทสรุปของเอกสารฉบับนี้นำไปสู่นโยบายที่มีรูปแบบ เช่น การกำหนดพิกัดอัตราภาษี ความคิดในเรื่องอัตราภาษีนี้เนื่องมาจากการซื้อพลังงานไฟฟ้าจากโรงผลิตไฟฟ้าราคาขั้นต่ำสุด คือ 0.0475 ต่อ หน่วย เมื่อคิดจากปี ค.ศ. 1994-1995 เป็น ฐานจะเห็นว่า อัตราภาษีเพิ่มขึ้น 5 % ทุกๆ ปี อีกทั้ง ในความเป็นจริง จะสามารถผลิตพลังงานลมได้เพียงฤดูกาล เดียวเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้นโยบายเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติในหลายๆ รัฐ

         ผลที่เกิดขึ้นคือ รัฐที่มีศักยภาพทางด้านพลังงานลม ทั้งหมด 10 รัฐ ในอินเดียโดย 7 รัฐ เห็นชอบตามนโยบายนี้และอีก 2 รัฐ ได้แก่ Gujarat และ Kerala อยู่ในระหว่างปรับกฎเกณฑ์ให้เป็นไปตามนโยบาย มีเพียงรัฐเดียวคือ Orissa ที่ไม่ได้ดำเนินการตามนโยบายนี้

มรดกทางพลังงาน
         การให้การสนับสนุนผู้ลงทุนรายย่อย, ผู้ลงทุนอิสระ ในแนวคิดของ Wind Energy Estate (มรดกทางพลังงานลม) เป็นข้อเสนอของรัฐบาลร่วมภายใต้การเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ลงทุนรายย่อยกับตัวแทนรัฐบาลร่วมเกิดจากความร่วมมือที่ล่าช้า, กระบวนการจัดหาที่หยาบเกินไป เช่น การถือโอกาสและการได้มาของที่ดิน และงานที่หนักหน่วงของรัฐในการควบคุมความเสี่ยง จะทำได้ง่ายขึ้น การทำเช่นนี้จะนำไปสู่การย่นระยะเวลาในการดำเนินการแต่ละโครงการ และผู้ลงทุนอิสระจะเสียค่าใช้จ่ายน้อย รัฐที่เริ่มใช้แนวคิด Energy Estate คือ Madhya Pradesh มีโครงการขนาด 14 MW ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ เมือง Indore

ผลประโยชน์จากการติดตั้งอุปกรณ์
         การสนับสนุนจากรัฐบาลในโครงการพลังงานลม คือ การสนับสนุนการผลิตและติดตั้งอุปกรณ์พลังงานลมปัจจุบัน บริษัทในประเทศ 15 บริษัท ได้สนับสนุนอุปกรณ์และการติดตั้งในโครงการ ทุกๆ บริษัทด้านการเงินหรือด้านเทคนิค เกี่ยวข้องกับบริษัทต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศเยอรมัน เดนมาร์ก และกลุ่มประเทศ Benelux (เบลเยี่ยม, เนเธอแลนด์, ลักซ์เซมเบิก) ซึ่งบริษัทดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณรอบๆ Chennai แต่บางแห่งอยู่ใน Mumbai หรือ Gujarat โดยผู้ผลิตส่วนใหญ่คือ Vestas, AWT, Elecon, Suzion Energy และ Enercon

การส่งออก
         ในความเป็นจริง ความสำเร็จของแผนการในด้านพลังงานลมของอินเดีย ทำให้เกิดการส่งออกส่วนประกอบของกังหันลมและการให้คำปรึกษาแก่ประเทศต่างๆ รายงานประจำปีล่าสุดในปี ค.ศ. 2000-2001 ของ MNEs ระบุว่า มีการติดต่อขอความร่วมมือในการให้คำปรึกษา 9 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ ที่สามารถดำเนินการได้แล้วมีจำนวน 5 แห่ง โดยในอีก 4 แห่งที่เหลือยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่สามารถทำให้เป็นจริงได้ โดยได้รับความร่วมมือกับรัฐบาลอินเดีย แต่ละแห่งกระจายอยู่ในประเทศตุรกี, ฟิลิปปินส์, อียิปต์ และเวียดนาม ซึ่งในแต่ละประเทศยังต้องการทราบรายละเอียด ในโครงการเพิ่มเติม

การวิจัยและพัฒนา
         จากความสามารถในด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และการลงทุนในการทำวิจัยในอินเดีย ทำให้การวิจัยและพัฒนาในด้านนี้เพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายๆ สิ่งล้วนเกิดจากการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ของ Center for Wind Energy Technology (C-WET) ใน Chennai ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วนใหญ่ๆ คือ

         - การทดสอบกังหันลม

         - การสร้างมาตรฐานและการรับรองคุณภาพ

         - การวิจัยและพัฒนา

         - การประเมินพลังงานลม

         - แหล่งข้อมูลข่าวสาร, การฝึกอบรม และแหล่งสนับสนุนทางด้านการเงิน

         สถานีทดสอบกังหันลมได้เริ่มจัดตั้งและดำเนินการในปี ค.ศ.2001 โดยนายกรัฐมนตรีอินเดียใน Kayathar โดย MNEs ได้มอบหมายให้ตัวแทนอิสระ ซึ่งรวมถึง C-WET ดำเนิน-การทดสอบกังหัน และรับรองคุณภาพ โดยแผนงานที่ C-WET เข้าร่วมด้วยในปัจจุบัน ได้แก่

         - การพัฒนากังหันลมให้เหมาะสม ในอินเดียและ สภาวะอากาศ

         - โครงการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของลมชายฝั่ง

         - การประเมินพลังงานลมในระดับมหภาค และจุลภาคและการจัดทำแผนที่พลังงานลมของประเทศ

         - การทดสอบ และการจัดทำมาตรฐาน ของอินเดีย

         - การประสานงานของผู้สนับสนุนโครงการ

การชะลอตัว
         แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาพลัง--งานลมของอินเดีย แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ความก้าวหน้าดังกล่าวดูจะช้าลง และการดำเนินการหลายๆ อย่างไม่เป็นไปตามความคาดหมาย จากอัตราการเพิ่ม 382 MW ระหว่างปี ค.ศ.1995 -1996 อีก 67 MW ในปี ค.ศ. 19961-1997 อีก 56 MW ในปี ค.ศ. 1998-1999, 14 3 MW ในปี ค.ศ. 1999-2000 และ 106 MW (นับถึงปี ค.ศ. 2001) ในปี ค.ศ. 2000-2001 ในช่วง 4 ปีหลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีหลังสุด ของอินเดีย ในระหว่างช่วงเวลานั้น คาดหวังว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างน้อย 1000 MW แต่จากการประเมินถึงปัจจุบัน กำลังการผลิตที่สามารถทำได้ สามารถเพิ่มได้เพียง 650 MW ทั้งนี้ต้องได้รับความร่วมมือและความพยายามอย่างมากจากหลายๆ ฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาพลังงานลมด้วย

         บุคคล 2 คนที่เป็นกุญแจสำคัญในโครงการพัฒนาพลังงานลมคือ Mr. A.K. Gupta ที่ปรึกษาและหัวหน้าในการจัดสรรค์พลังงานลมของ MNEs และ Dr. Baktha- vatsalam ผู้อำนวยการของ IREDA ได้ให้เหตุผลหลักในการชะลอตัวของโครงการสอดคล้องกัน นั่นคือ ในระยะเริ่มแรกที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้โครงการพัฒนาพลังงานลม เดินหน้าไป ซึ่งประสบผลสำเร็จและได้ผลตอบรับที่ดีในส่วนของโครงการที่ติดตั้งในประเทศ อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวที่เกิดขึ้น ทั้ง 2 คน เชื่อว่ามีสาเหตุมาจาก

         - ในขณะที่ผู้สนับสนุนโครงการ ได้ผลักดันโครงการประเมินพลังงานลมที่เป็นขนาดใหญ่ แต่คณะรัฐมนตรีว่าการรัฐ ได้รับการร้องขอจากผู้ดำเนินโครงการให้ประเมินโครงการพลังงานลมในขนาดเล็ก การขาดข้อมูลที่ถูกต้องในการดำเนินการทำให้เกิดความล่าช้า ในขั้นตอนการทำงานของผู้ดำเนินการ

         - นโยบายของรัฐมนตรีว่าการรัฐ ไม่ได้พลิกแพลงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป หรือความต้องการของผู้พัฒนา Mr.Gupta และ Dr.Bakthavatsalam ให้ความเห็นว่า “สิ่งนี้ไม่ใช่ระดับที่ผู้พัฒนาจะสามารถทำอะไรได้เลย ปีที่ผ่านมาใน 3 รัฐ ซึ่งรวมถึง Gujarat ไม่มีการประกาศนโยบายใหม่ๆ ในด้านพลังงานลมเลย

         - การให้ความใส่ใจเกี่ยวกับพลังงานทดแทนของผู้บริหารรัฐ ผู้ว่าการรัฐให้ความสนใจน้อยมาก

         - แต่ละรัฐในอินเดีย ส่วนใหญ่ได้ดำเนินการติดตั้ง และจัดระบบพลังงานของตัวเองแล้ว ในหลายกรณีนำไปสู่การยกเลิกคณะกรรมการบริหารด้านพลังงานไฟฟ้าแต่ภายหลังที่มีการยกเลิกแล้ว คณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้นยังไม่มีความแน่นอนในการดำเนินการ

         - เช่นเดียวกับเหตุผลที่มีการจัดระบบใหม่ กระบวน-การอนุมัติและกำหนดอัตราภาษีควรย้ายจากคณะรัฐมนตรี ว่าการรัฐ และตัวแทนของพวกเขา ไปสู่การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าของรัฐอย่างอิสระ ที่เป็นเช่นนี้จะทำให้การกำหนดกฎเกณฑ์ในแต่ละรัฐสามารถรับฟังความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่ายได้ โดยในระยะสั้นคณะกรรมการร่วมสามารถวางนโยบายผ่านรัฐมนตรีว่าการรัฐ ในการดำเนินการได้

         - ในแต่ละรัฐต้องกำจัดระบบที่ขัดขวางกระบวนการพัฒนาพลังงานลมโดยเร็ว

         ทุกๆ องค์ประกอบที่สรุปนี้ ทำให้ความกระตือ--รือร้นในการพัฒนาพลังงานลมลดลง ซึ่งจะเป็นเหมือนกำแพงที่ขัดขวางโครงการพัฒนาพลังงานลมของอินเดีย

การเปลี่ยนแปลงความต้องการ
         คณะทำงานร่วมต่างรู้สึกถึงอนาคต ที่ไม่ดีนักจากผลที่ได้ในปีที่ผ่านมา ทางออกของการพัฒนาคือ นโยบายใหม่ๆ มากกว่าความปรองดองกันของผู้พัฒนา ปีที่ผ่านมา MNEs ได้จัดให้มีการประชุมในการกำหนดรูปแบบและ ถึงแม้ว่าต้องการจะผ่านพ้นปัญหาทั้งหลายไป แต่ต้องมีความพร้อมที่จะพัฒนารากฐานให้แข็งแกร่ง จึงจะไม่เป็นการทะเยอทะยานเกินไปที่จะวางแผนผลิตพลังงานลม 6,000 MW ในอีก 10 ปีข้างหน้า ในเวลานี้ศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศนี้ สามารถเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10,000 MW เป็น 20,000 MW แต่น่าเสียดายที่โครงการพลังงานลมของอินเดียจะมาเกยตื้นกับปัญหาหลายๆ อย่าง ถ้าต้องการให้โครงการพลังงานลมก้าวล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเดียว การพัฒนาพลังงานลมในประเทศไทย เมื่อมองย้อนกลับมาในประเทศความจริงนั้น ประ--เทศไทยได้เริ่มโครงการพลังงานทดแทนมาตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าร่วมเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันลม แบบต่อเข้าระบบจำหน่ายไฟฟ้า สถานที่ที่ดำเนินการทดลองอยู่ในบริเวณสถานีพลังงานทดแทนแหลมพรหมเทพ ที่เกาะภูเก็ต ซึ่งมีแรงลมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลอันดามันในช่วงมรสุม

การพัฒนาพลังงานลมในประเทศไทย
         เมื่อมองย้อนกลับมาในประเทศความจริงนั้น ประ--เทศไทยได้เริ่มโครงการพลังงานทดแทนมาตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าร่วมเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันลม แบบต่อเข้าระบบจำหน่ายไฟฟ้า สถานที่ที่ดำเนินการทดลองอยู่ในบริเวณสถานีพลังงานทดแทนแหลมพรหมเทพ ที่เกาะภูเก็ต ซึ่งมีแรงลมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลอันดามันในช่วงมรสุม

         ในระยะแรกทาง กฟผ. ได้ทดลองติดตั้งกังหันลม 2 ชุด เป็นกังหันลมที่มีใบกังหัน 3 ใบ แบบแกนหมุนในแนวนอน ความเร็วรอบของกังหันประมาณ 350 รอบต่อนาทีที่ความเร็วลม 12.1 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 2,400 ฟุตต่อนาที ความเร็วลมที่สามารถเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 3.1 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 600 ฟุตต่อนาที ความสูงของเสากังหันลม 20 เมตร ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้ากระแสตรงได้รวม 20 kW ประจุเก็บไว้ในแบตเตอรี่ จำนวน 120 ลูก แต่ละลูกมีแรงดันไฟฟ้าเท่ากับ 2 โวลท์ เพื่อจะได้ขนาดแรงดันไฟฟ้ารวม 240 โวลท์ กระแสตรง แล้วจึงใช้ชุดเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แบบ 3 เฟส 416 โวลท์ 50 Hz ขนาด 15 kVA ผ่านหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อเชื่อมโยงกับระบบจำหน่ายขนาด 33 kV 3 เฟสติดตั้งแล้วเสร็จในปี 2536

         กังหันลมอีกชุดหนึ่ง เป็นกังหันลมที่มีใบกังหัน 3 ใบ เป็นแบบแกนหมุนในแนวนอน ความเร็วรอบของกังหันประ--มาณ 38 รอบต่อนาที ที่ความเร็วลม 13 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 2,660 ฟุตต่อนาที ความเร็วลมที่สามารถเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้คือ 4 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 800 ฟุตต่อนาที ความสูงของเสากังหันลม 31 เมตร ขนาด กำลังผลิตสูงสุด 150 kW เป็นกังหันลมชนิดติดตั้งกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส 400 โวลท์ 50 Hz ติดตั้งแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2539

         จากการทดลองจ่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลม เข้าสู่ระบบจำหน่าย พบว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ จะมีประโยชน์กับท้องถิ่นบริเวณนั้น ซึ่งเป็นบริเวณปลายสายส่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก แต่การใช้กังหันลมจะประสบปัญหาในด้าน พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จะไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากความเร็วและทิศทางของลมไม่แน่นอน อีกทั้ง เสาของกังหันลมมีขนาดใหญ่ทำให้ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งมาก ดังเช่นในสถานที่ทดลอง กังหันลมขนาด 150 kW มีขนาดใหญ่ จึงต้องนำไปติดตั้งใกล้กับหน้าผาชัน ทำให้เผชิญกับกระแสลมแปรปรวน และการสั่นสะเทือน อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสียหายแก่ชิ้นส่วนต่างๆ ของกังหันลม รวมไปถึงชิ้นส่วนต่างๆ ของกังหันลมยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศทำให้ค่าใช้จ่ายสูง และเป็นการเสียดุลการค้ากับต่างชาติ ดังนั้น ในอนาคตหากจะพัฒนาให้สามารถนำพลังงานลมมาใช้ได้ ควรที่จะคำนึงถึงผลกระทบ ในด้านต่างๆ ด้วย

         ในสภาวะปัจจุบัน โลกกำลังมีปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ปริมาณการใช้พลังงานที่มากขึ้น ดังนั้น การทดลองนี้จะเป็นแนวทางเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ และเป็นทางเลือกพลังงานอีกทางหนึ่ง ที่สะอาดและมีอยู่อย่างไม่จำกัด จึงควรที่ภาครัฐจะให้ความสำคัญ และให้การสนับสนุนการวิจัย เพื่อการพัฒนาให้เป็นแหล่งพลังงาน

แปลและเรียบเรียงจาก

         - “IN NEED OF FURTHER momentum” Asia-Pacific Power Management P.21-24

         - www.egat.or.th/rddenergy/phuket.html



ทิป & เทคนิค บอยเลอร์ Energy พลังงาน

Natural Gas for Boiler article
โครงการท่อส่งก๊าซและสถานีแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย โครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก และ โครงการโรงไฟฟ้าบ้านหินกรูด
เชื้อเพลิงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
ก๊าซธรรมชาติ NG
ก๊าซแอลพีจี หรือก๊าซหุงต้ม



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

Boiler